ระบบไคเซ็น ( kaizen )


 การเพิ่มประสิทธิภาพในความสะดวก ความสบายในการผลิต เช่นประดิษฐ์โต๊ะ เก้าอี้ ประจุภัณฑ์ และอื่นๆ การทำไคเซ็น คือ การลดหรือเลิกขั้นตอนส่วนเกิน ส่วนที่ไม่จำเป็น ด้วยการเปลี่ยนวิธีการทำงาน เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อย ที่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง และต้องอาศัยการพลิกแพลงเพื่อให้หลุดพ้นจากข้อจำกัดในความเป็นจริงต่าง ๆ เช่น งบประมาณ เวลา อุปกรณ์ เทคโนโลยี ฯลฯ

1. เปลี่ยนวิธีการ เปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน ลดขั้นตอนส่วนที่ไม่จำเป็นออก
2. เปลี่ยนเรื่องเล็กๆ หรือปัญหาในแต่ละวัน
3. รับมือกับความเป็นจริง ทำเรื่องที่ทำได้ก่อน รับมือกับปัญหาที่มีข้อจำกัด

แนวทางและขั้นตอนในการปรับปรุงแบบไคเซ็น


การใช้หลักการระบบ 7 ขั้นตอนเป็น วิธีการเชิงระบบ ( system approach ) หรือปรัขญาในการสร้างคุณภาพงานจองเดมมิ่ง ที่เรียกว่า PDCA ( Plan – Do – Cheek – Action ) ที่นำไปใช้หรือประยุกต์ใช้ในทุกงานทุกกิจกรรม หรือ ระบบการปฏิบัติงานนั่นเอง จะประกอบด้วย

1. ค้นหาปัญหาและกำหนดหัวข้อแก้ไข
2. วิเคราะห์ปัญหาเพื่อรู้สถานการณ์
3. หาสาเหตุ
4. กำหนดวิธีการแก้ไข
5. ใครเป็นคนทำและ ทำอย่างไร
6. ลงมือดำเนินการ
7. ตรวจดูแล และผลกระทบต่าง และการรักษาสภาพที่แก้ไขโดยกำหนดมาตรฐานการทำงาน

กิจกรรมไคเซ็น (Kaizen) จะดำเนินตามแนวทางวงจรคุณภาพของเดมมิ่ง (PDCA)

1. P-Plan ในช่วงของการวางแผนจะมีการศึกษาปัญหาพื้นที่หรือกระบวนการที่ต้องการปรับ ปรุงและจัดทำมาตรวัดสำคัญ (Key Metrics) สำหรับติดตามวัดผล เช่น รอบเวลา (Cycle Time) เวลาการหยุดเครื่อง (Downtime) เวลาการตั้งเครื่อง อัตราการเกิดของเสีย เป็นต้น โดยมีการดำเนินกิจกรรมกลุ่มย่อย (Small Group Activity) เพื่อระดมสมองแสดงความคิดเห็นร่วมกันพัฒนาแนวทางสำหรับแก้ปัญหาในเชิงลึก ดังนั้นผลลัพธ์ในช่วงของการวางแผนจะมีการเสนอวิธีการทำงานหรือกระบวนการใหม่

2. D-Do ในช่วงนี้จะมีการนำผลลัพธ์หรือแนวทางในช่วงของการวางแผนมาใช้ดำเนินการ สำหรับ Kaizen Events ภายในช่วงเวลาอันสั้นโดยมีผลกระทบต่อเวลาทำงานน้อยที่สุด (Minimal Disruption) ซึ่งอาจใช้เวลาหลังเลิกงานหรือช่วงของวันหยุด

3. C-Check
 โดยใช้มาตรวัดที่จัดทำขึ้นสำหรับติดตามวัดผลการดำเนินกิจกรรมตามวิธีการใหม่ (New Method) เพื่อเปรียบวัดประสิทธิผลกับแนวทางเดิม หากผลลัพธ์จากแนวทางใหม่ ไม่สามารถบรรลุตามเป้าหมาย ทางทีมงานอาจพิจารณาแนวทางเดิมหรือดำเนินการค้นหาแนวทางปรับปรุงต่อไป

4. A-Act โดยนำข้อมูลที่วัดผลและประเมินในช่วงของการตรวจสอบเพื่อใช้สำหรับดำเนินการปรับแก้ (Corrective Action) ด้วยทีมงานไคเซ็น ซึ่งมีผู้บริหารให้การสนับสนุน เพื่อมุ่งบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายของโครงการในช่วงของการดำเนินกิจกรรมไคเซ็นหรือ กิจกรรมการปรับปรุง (Kaizen Event) ทางทีมงานปรับปรุงจะมุ่งค้นหาสาเหตุต้นตอของความสูญเปล่าและใช้ความคิดสร้าง สรรค์ (Creativity) เพื่อขจัดความสูญเปล่า โดยมีการทำงานร่วมกับทีมงานข้ามสายงานอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลา 3-10 วัน และมีการติดตาม(Follow Up) ผลลัพธ์หรือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายใน 30 วัน หลังจากดำเนินกิจกรรมการปรับปรุง (Kaizen Event) รวมทั้งมีการจัดทำมาตรฐานกระบวนการ (Process Standardization)


วนการเปลี่ยนแปลงบางส่วนของงานนั้นหมายถึง การพิจารณาเปลี่ยนแปลงงานในบางเรื่องบางอย่างที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งผู้ปฏิบัติงานอาจพิจารณาใช้หลักการ E C R S เพื่อเริ่มต้นกระบวนการปรับปรุงระบบงานได้ โดยหลักการดังกล่าวมีองค์ประกอบกล่าวคือ
§ E = Eliminate หมายถึง การตัดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็นในกระบวนการออกไป
§ C = Combine หมายถึง การรวมขั้นตอนการทำงานเข้าด้วยกัน เพื่อประหยัดเวลาหรือแรงงานในการทำงาน
§ R = Rearrange หมายถึง การจัดลำดับงานใหม่ให้เหมาะสม
§ S = Simplify หมายถึง ปรับปรุงวิธีการทำงาน หรือสร้างอุปกรณ์ช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้น

วิธีคิดเพื่อหาทางปรับปรุงตามแนวคิดไคเซ็น (Kaizen)

สถาบัน เพิ่มผลผลิตแห่งชาติ (บ.ป.ท, มปป.) ได้ให้ข้อเสนอระบบคำถาม 5W 1 H ซึ่งเป็นการถามคำถามเพื่อวิเคราะห์หาเหตุผลในการทำงานตามวิธีเดิม และหาช่องทางปรับปรุงให้ดีขึ้น ประกอบด้วยคำถามดังนี้

§ What? เป็นการตั้งคำถามเพื่อหาจุดประสงค์ของการทำงาน แนวคิดที่เป็นกรอบในการตั้งคำถาม ได้แก่ ทำอะไร ? ทำไมต้องทำ ? ทำอย่างอื่นได้หรือไม่ ?

§ When? เป็นการตั้งคำถามเพื่อหาเวลาในการทำงานที่เหมาะสมแนวคิดที่เป็นกรอบในการ ตั้งคำถาม ได้แก่ ทำเมื่อไหร่ ? ทำไมต้องทำตอนนั้น ? ทำตอนอื่นได้หรือไม่ ?

§ Where? เป็นการตั้งคำถามเพื่อหาสถานที่ทำงานที่เหมาะสม แนวคิดที่เป็นกรอบในการตั้งคำถามได้แก่ ทำที่ไหน ? ทำไมต้องทำที่นั่น ? ทำที่อื่นได้หรือไม่ ?

§ Who? เป็นการตั้งคำถามเพื่อหาบุคคลที่เหมาะสมสำหรับงาน แนวคิดที่เป็นกรอบในการตั้งคำถามได้แก่ ใครเป็นคนทำ ? ทำไมต้องเป็นคนนั้นทำ ? คนอื่นทำได้หรือไม่ ?

§ How? เป็นการตั้งคำถามเพื่อหาวิธีการที่เหมาะสมสำหรับงาน แนวคิดที่เป็นกรอบในการตั้งคำถามได้แก่ ทำอย่างไร ? ทำไมต้องทำอย่างนั้น ? ทำวิธีอื่นได้หรือไม่ ?

§ Why? เป็นการตั้งคำเป็นคำถามที่ถามครั้งที่ 2 ของคำถามข้างต้นเพื่อหาเหตุผลในการทำงาน

ทัศนคติที่พึงประสงค์ต่อความสำเร็จของไคเซ็น

ประกอบด้วย
1. Can’t do – การละทิ้งความคิดเก่า ๆ ที่ว่าไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ และคิดใหม่ว่าทุกอย่างสามารถทำให้เกิดขึ้นได้
2. It can be done – ด้วยการคิดว่าจะทำอย่างไรด้วยวิธีการใหม่ ๆ เพื่อให้งานสำเร็จ
3. อย่ายอมรับคำแก้ตัว
4. ไม่ต้องแสวงหาความสมบูรณ์แบบของการปรับปรุงงานก่อนลงมือทำ
5. แก้ไขข้อผิดพลาดทันที่ที่พบ โดยไม่รีรอ
6. ไม่จำเป็นต้องใช้เงินหรือทรัพยากรมากมายเพื่อทำการปรับปรุง
7. สร้างความคิดว่าปัญหาช่วยให้มีโอกาสได้ฝึกฝนสมองมากขึ้น ดังนั้น จงวิ่งเข้าหาปัญหาเพื่อทำการแก้ไข
8. ตั้งคำถามว่า “ทำไม” อย่างน้อย 5 ครั้ง กระทั่งพบรากของปัญหา (Root Cause)
9. ความคิดของคนสิบคนย่อมดีกว่าความคิดของคนคนเดียว
10. คิดว่าการปรับปรุงให้ดีขึ้นนั้น ไม่มีจุดสิ้นสุดหรือไม่มีจุดจบ

ระบบ Training Roadmap (TRM)

        เส้นทางการวางแผนฝึกอบรมในระยะยาวของบุคลากรในองค์กร ซึ่งจะเป็นการฝึกอบรมแบบเข้าเรียน  (Classroom Training) เป็นการวางแผนฝึกอบรมในระยะยาว 6เดือน - 1 ปี โดยประมาณ ที่จะแสดงให้เห็นว่า ก่อนพนักงานจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งงานที่สูงขึ้นนั้น พนักงานจะต้องได้รับการฝึกอบรมหลักสูตรอะไรบ้าง ซึ่งจัดว่าเป็นการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องเป็นระบบแบบแผนที่วางไว้ให้กับพนักงาน ไม่จำกัดแค่เพียง 1 ปี หากแต่เป็นการวางแผนฝึกอบรมในระยะยาว

ประโยชน์ของ TRM
1. ประโยชน์ต่อตัวบุคคล: TRM เป็นแผนงานที่ช่วยให้พนักงานนํามาใช้เป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมในการวางแผนอาชีพของตนเอง

2. ประโยชน์ต่อผู้บังคับบัญชา: TRM ทำให้ผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้างานมีแนวทางในการพัฒนาพนักงานด้วยวิธีอื่นๆ นอกเหนือจากการฝึกอบรม เช่น การสอนงาน การส่งไปดูงานนอกสถานที่ การทำกิจกรรม เป็นต้น รวมถึงทำให้ผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้างานสามารถพัฒนาความสามารถของพนักงานได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวอีกด้วย

3. ประโยชน์ต่อองค์กร: TRM ช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนอย่างเป็นระบบในการจัดหลักสูตรฝึกอบรมทั้งหมดของทุกแผนก ทุกตำแหน่งงาน และช่วยให้สามารถวิเคราะห์หาความจำเป็นในการฝึกอบรม (Training Need Assessment) ที่สอดคล้องกับแผนกต่างๆ ทั้งยังสามารถพัฒนาพนักงานได้อย่างตรงจุด ไม่ว่าพนักงานจะย้ายไปอยู่แผนกใดก็ตาม รวมถึงสามารถบอกได้ว่า ในเส้นทางความก้าวหน้าสายอาชีพของพนักงานนั้น พนักงานจะต้องมีการฝึกอบรมอะไรบ้าง

4. จะเห็นได้ว่า TRM เป็นเครื่องมือในการวางแผนฝึกอบรมให้กับพนักงาน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของพนักงานให้มีความรู้ ความสามารถ ก่อนที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งงานต่างๆที่สูงขึ้นในอนาคต

การเพิ่มผลผลิตของระบบ 5ส


ผลที่ได้รับจาก 5ส
1. สถานที่ทำงานสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยช่วยให้
2. ประสิทธิภาพในการผลิตและการทำงานสูงขึ้น
3. คุณภาพของสินค้าและบริการดีขึ้น
4. ต้นทุนและการสูญเสีย ลดลง
5. ส่งมอบ สินค้าทันเวลาและบริการเร็วขึ้
6. ปลอดภัย พนังงานทำงานด้วยความปลอดภัยมากขึ้น
7. กำลังใจและทัศนคติของพนังงานดีขึ้น

Popular Posts